ThaiArcheep.com

กะหล่ำดอกโรมาเนสโก กะหล่ำรูปทรงเจดีย์ที่เพิ่งได้รับความนิยมเมื่อไม่นานมานี้

ปัจจุบันมีพืชสายพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามาให้ชาวไทยเราได้ลิ้มลองกันอยู่เสมอ ยิ่งเป็นพวกสายพันธุ์กะหล่ำปลีและบล๊อกเคอรี่ด้วยแล้วยิ่งมีเข้ามามากมายให้เราได้เลือกรับประทานกันอยู่ไม่ขาด และในวันนี้เราก็ได้นำเอากะหล่ำดอกอีกชนิดที่เป็นสายพันธุ์เดียวกันกับกะหล่ำปลีและบล๊อกเคอรี่มาให้ทุกท่านได้รับชม และมันก็คือ กะหล่ำดอกโรมาเนสโก หรือที่เรียกกันเป็นภาษาไทยว่ากะหล่ำดอกเจดีย์นั่นเอง

1กะหล่ำดอกโรมาเนส

กะหล่ำดอกโรมาเนสโก นั้นแต่เดิมมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางแถบเมดิเตอร์เรเนียน แต่ปัจจุบันได้ขยายการปลูกออกไปในส่วนต่างๆ ของโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วย แต่ก็ถือว่าเพิ่งเข้ามาในประเทศไทยไม่นานนัก ดังนั้นส่วนใหญ่มันจึงมีขายในตลาดใหญ่ๆ หรือไม่ก็ในแถบที่มีการปลูกมันเท่านั้น

วิธีการปลูกกะหล่ำดอกโรมาเนสโก

             การเพาะต้นกล้าของ กะหล่ำดอกโรมาเนสโก ให้ทำการเตรียมแปลงเพาะโดยให้ไถดินลึกประมาณ 10-15 ซม. แล้วตากดินไว้ 1 สัปดาห์ ตามด้วยนำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่สบายตัวดีแล้วมาคลุกเค้ากับดิน พอเตรียมแปลงเพาะเสร็จให้หว่านเมล็ดให้ทั่วอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นให้กลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหรือจะใช้ดินกลบก็ได้ให้หนาประมาณ 0.6-1 ซม. จากนั้นให้คลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่ม พอมันงอกและมีใบจริงให้ถอนต้นที่อ่อนแอออกไป และถ้าหากยังแน่นเกินก็ให้ถอนต้นสมบูรณ์ออกบ้างเพื่อไม่ให้มันหนาแน่นเกิน โดยให้มีระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 5-8 ซม. และเมื่อต้นกล้าอายุ 30-40 วันก็สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้ โดยการปลูกให้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 40 ซม. ระหว่างแถว 60 ซม. โดยให้ขุดหลุมแล้วนำต้นกล้าลงปลูก กดดินโคนต้นให้แน่น แล้วใช้ฟางคลุมโคนต้น จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม แต่ถ้าหากเป็นพื้นที่ที่มีแดดจัดให้หาที่บังแดดให้มันด้วย ประมาณ 3-5 วัน จึงเอาออกได้

ในเรื่องของการรดน้ำช่วงแรกหลังการย้ายปลูกไม่ต้องรดน้ำมาก แต่เมื่อกะหล่ำดอกโรมาเนสโกโตมากขึ้นก็ให้ให้น้ำเพิ่มมากขึ้น โดยให้รดอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง ส่วนการใส่ปุ๋ยนั้นปุ๋ยไนโตรเจนมีบทบาทเป็นอย่างมาก และต้องมีการคลุมดอกเมื่อกะหล่ำดอกโรมาเนสโกมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-7 ซม. ซึ่งวิธีการก็คือให้รวบใบช่วงปลายยอดเข้าหากันอย่างหลวมๆ แล้วใช้ยางมัด ทั้งนี้ก็เพื่อให้มันมีสีสวยน่ารับประทานนั่นเอง

กะหล่ำดอกโรมาเนสโกเป็นพืชที่มีสารพิเศษที่ดีสำหรับสุขภาพเพราะสารนี้สามารถดึงเซลล์ก่อมะเร็งออกมาจากเซลล์ได้ นอกจากนี้ยังสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดี ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยแก้อาการแผลในปาก ฯลฯ ดังนั้นเมื่อรู้ประโยชน์ของมันที่มีมากมายก็ลองหามารับประทานกันดูเพราะว่ากันว่ามันมีเนื้อแน่น รสหวาน กรอบ และเมื่อนำไปประกอบอาหารจะมีกลิ่นหอมชวนรับประทานอีกด้วย

อ้างอิง: http://asean-focus.com