ThaiArcheep.com

ยอมปิดบริษัท เสียรายได้ “ปีละ 20 ล้าน” เพื่อมาเป็น “เกษตรกร” และเปิดโรงเรียนให้กับลูกชาย

ยอมปิดบริษัท เสียรายได้ “ปีละ 20 ล้าน” เพื่อมาเป็น “เกษตรกร” และเปิดโรงเรียนให้กับลูกชาย

วันนี้หมูน้อยจะพามาดู ครอบครัวหนึ่งที่เขาที่ ที่เรียกได้ว่า เป็น ครอบครัวที่รวยมาก เพราะบริษัทที่เขาเคยทำงานนั้น มีทำรายได้ปีละ 20 ล้าน ว้าว…. ย้ำนะคะว่าปีละ แล้วถ้า2-3 หรือ 10 ปีล่ะ อะไรจะขนาดนั้น
เรียกได้ว่าชาตินี้ใช้กันทั้งชาติก็ไม่หมด แต่…… ทำไม เขายอม เสียรายได้ และยอม
ปิดบริษัทที่มีรายได้มากมายขนาดนี้ เพื่อมาเป็น”เกษตรกร”หมูน้อยก็สงสัยเหมือนกับทุกคนเช่นกันค่ะ ดังนั้น วันนีั หมูน้อยจะพาทุกคนไป หาคำตอบนั้นค่ะ
เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยนะคะ

ก่อนอื่นผมแนะนำตัวสั่นๆว่าผมเองเปิดบริษัททำงานได้ IT เป็นงานให้บริการเป็นหลักนะครับ ผมทำมาตอนนี้ปีที่ 8 รวมกับทำงานบริษัทมาก่อน 3 ปี รวมประสบการณ์ทำงานทั้งหมดคือ 11 ปี ชีวิตผมก็เป็นโครตคนเมืองคนหนึ่ง คือได้ทุกอย่างที่อยากได้ มีรถหรูๆ บ้านหรูๆ คอนโดหรูๆ ของทุกอย่างที่อยากได้ผมได้หมด เวลาแฟนถามว่าวันเกิดอยากได้อะไรบอกได้เลยคิดไม่ออกเพราะทุกสิ่งที่อยากได้ผมได้มันเดียวนั้นมาตลอดชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนแปลงตอนที่ผมเริ่มมีลูกคนแรก ป้จจุบันอายุ 3 ปี 4 เดือน

จุดหมายแรกมันก็มาจากการย่อยข้อมูลที่มีอยู่ในสังคมที่ผมได้มีโอกาสรับรู้จากสื่อต่างๆทำให้ผมตั้งเป้าว่าผมจะสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็น Self Sufficient Environment คือผมต้องอยู่ได้โดยใช้เงินน้อยที่สุดในเรื่องอาหาร ดังนั้นผมจึงต้องสร้างอาหาร ซึ่งเบื้องต้นก็คือการปลูกผักและเลี้ยงสัตว์เพื่อให้ได้เนื้อนมไข่กิน ผมเริ่มซ้อมปลูกข้าวที่บ้าน กทม. ในหมู่บ้านเลย (เพื่อนบ้านตอนแรกงงว่าผมทำอะไรผ่านไป 90 วันถึงรู้กัน )

ปลูก ผักต่างๆ

ตรงนี้เองผมมองว่าถ้าผมทำแบบนี้ได้แล้วผมจะฝึกให้ลูกผมสามารถใช้ชีวิตอยู่รอดในธรรมชาติได้ โดยการอาศัย ดิน น้ำ ลม ไฟ ในการเปลี่ยนมาเป็นอาหารโดยเรามีหน้าที่จัดสรรปัจจัยให้พร้อม และถ้ามันไม่พร้อม เราก็พร้อมที่จะศึกษาว่าที่ไม่พร้อมนั้นเราขาดปัจจัยอันได  ผมอยากจะเน้นตรงนี้มากเพราะผมมองเรื่องนี้เป็นความมั่นคงในชีวิตเลยทีเดียว เพื่อนๆผมที่ กทม. มองว่าความมั่นคงคือการซื้อประกันให้ลูก ผมบอกได้เลยว่าถ้าอีก 3 ปีข้างหน้าลูกผมอายุ 6 ปี ถ้ายังอยู่ กทม. เค้าจะอยู่ อนุบาล 3 และถ้าผมตายวันนั้นเงินทองที่มีให้ ประกันที่มีให้ เค้าก็คงใช้ได้อีกไม่กี่ปีก็หมด ถ้าอยู่ใน รร. แพงๆก็คงต้องลาออกมาเปลี่ยน รร. และก็ไม่รู้ว่าจะใช้เงินที่มีได้อีกนานแค่ไหน แต่ผมคิดว่าไม่เกิน 10 ปีเงินที่สะสมมาไม่ว่ามากขนาดไหนก็หมด ถ้าเค้ายังจะเสพวัตถุเพื่อความสุขอยู่

ฝึกให้ลูกผมสามารถใช้ชีวิตอยู่รอดในธรรมชาติได้

ที่ผมมองต่างคือถ้าลูกผมอายุ 6 ขวบโดยอยู่ที่ไร่กับผมนั้น ถ้าผมตายไป ลูกผมจะสามารถไปปลูกผักกินต่อได้ เก็บไข่กิน ตกปลามากิน รีดนมแพะมากิน จะเห็นว่านี่แหละคือความมั่นคงในชีวิตในมุมมองผม เค้าสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยเริ่มไม่ต้องพึ่งผมแล้ว คือผมใช้เวลาไม่มากฝึกลูกผมให้เค้ามีความสามารถในการให้ตัวเองพึ่งพาตัวเองได้

ขั้นที่สองที่ผมจะสอนลูกคือ ตอนนี้ใน รร. หรือ มหาลัยส่วนใหญ่นั้นจะสอนให้คนหาเงิน และเอาเงินมาซื้ออาหาร และการหาเงินนั้นก็ต้องหาจากในตึกใน Office คือเอาเวลาไปแลกเงินออกมา  เพื่อซื้ออาหาร ส่วนอาหารเองนั้นก็ขายกำไรกันมาหลายต่อ ตั้งแต่ที่ไร่ เดินทางมาที่ตลาด ร้านอาหารไปซื้อที่ตลาดอีกที และเอามาขายเราอีกรอบ จะเห็นว่ามันทำไมต้องแพงเพราะการเดินทางของอาหารนั้นไกลเหลือเกิน และถ้าจะถูกเพื่อแข่งขันกันได้ ก็จะได้ของไม่ดีมีสารเคมีเยอะ  –> สิ่งที่ผมมองต่างคือผมจะสอนให้ลูกเห็นว่าเงินมันอยู่ในดิน  อยู่ในน้ำ อยู่ในอากาศ เราเองต้องหาวิธีดูดเงินออกมาจาก ดิน น้ำ อากาศ ผมยกตัวอย่างแบบนี้  ถ้าผมเอาเมล็ดผักสลัดไปวางบนดินและรดน้ำ พอมันโตมาก็มีค่า 30 บาทใน กทม.  ปลาคร๊าฟผมไปซื้อมาตัวเล็กๆ 60 70 บาท เลี้ยงไป 1 ปีให้มันกินขี้ไก่ ก็จะขายได้ประมาณตัวละ 700 บาท  ต้นไม้ใหญ่ๆ ผมสามารถเก็บเมล็ดมาเพาะกล้า ต้นหนึ่งให้เมล็ดหลายร้อยเมล็ดมาเพาะกล้าใส่ถุงซัก 4 – 6 เดือนก็จะขายได้ต้นละ 20 บาท  เหมือนเงินมันอยู่ในดิน น้ำ อากาศจริงๆ เราเป็นเพียงผู้สังเกตุและจัดสรรเหตุปัจจัยให้เหมาะสมเพื่อดึงเงินออกมา  ตรงนี้ผมอาจจะต้องสอนเค้าเรื่องวิธีทำตลาด ผมเองงไม่ได้จะละทิ้งความทันสมัยขอโลกปัจจุบัน แต่ผมจะให้เค้ารู้และเข้าใจและใช้มันมาเกื้อกูลกับการใช้ชีวิตเพื่อให้ตัวเองพึ่งตนเองได้

และเมื่อผมสอนลูกได้ดังนี้แล้วผมเองก็จะเปิด รร. ซึ่งให้ลูกผมมาสอนเด็กๆอีกที จริงๆตอนนี้แอบคิดชื่อ รร. ไว้แล้วครับชื่อว่า พุทธิจริตสิขาลัย โดยจะเน้น 4 ขบวนท่าของทางพุทธคือ
1.พรหมวิหาร ๔

2.อิทธิบาท ๔

3.โยนิโสมนสิการ

4.อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุป โท
นี่แหละหลักสูตรผม อ๋อผมอาจจะลืมบอกว่า ผมทำ Home school กับลูกนะครับไม่ส่งลูกเข้า รร. ต่อไปก็จะถึงในส่วนของการแบ่งปันและหารายได้เพื่อทำประโยชน์กับสังคมให้มากขึ้น คือผมจะเปิดสิ่งแวดล้อมของผมเพื่อให้ผู้ที่สนใจในการพัฒนามาฝึกฝนและกระจายความรู้นำไปพัฒนาต่อยอดและสร้างเครื่อข่ายต่อๆไป

ทั้งหมดนี้อยากให้พ่อแม่หลายๆคนที่มองเงินเป็นจุดหมาย ลองมองใหม่ให้เงินเป็นปัจจัยในการพัฒนาชีวิตเพื่อให้เรามีความสุขมากขึ้น เพราะผมบอกได้เลยว่าการที่ผมปิดบริษัทและมาทำแบบนี้พ่อแม่ผม ญาติๆผมทุกคนไม่เห็นด้วยหมดเลย เสียดายแต่รายได้ที่ผมเคยได้ โดยไม่ฟังความรู้สึกผมบ้าง ผมได้เยอะก็จริง แต่ผมบอกได้เลยว่าผมเหนื่อยกว่าหลายๆคนมาก ช่วงที่แฟนผมท้อง ผมกลับบ้านเกือบตีสองทุกวัน เพราะตอนนั้นงานรีบมาก ผมเองต้องทำที่ลูกค้าจนถึงตีหนึ่งตลอด

นี่คือความจริง จากปากของชายที่เขายอมทิ้งเงินที่เขามีอยู่หันมาใช้ ชีวิตแบบพอเพรียงที่เขาและ ครอบครัวไม่เคยมีมาก่อน และที่สำคัญชายคนนี้ได้เล่าว่า ถ้าผมทำแบบนี้ได้แล้วผมจะฝึกให้ลูกผมสามารถใช้ชีวิตอยู่รอดในธรรมชาติได้ อีกอย่าง เขาคิดว่า เงินมันไม่ได้สำคัญ อะไรมากมาย สำคัญที่ การที่เราจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงให้มีความสุข และ แล้ววันหนึ่ง ถ้าเขาแก่ตัวลงไป ลูกชายที่เขาสรัก ก็จะสามารถ ยืนอยู่ได้ ด้วย วิถีเศรษฐกิจพอเพรียง หรือที่เราเรียกกันว่า เดินตามรอยพ่อ

ขอบคุณที่มา:bughumnoy