ThaiArcheep.com

สุดยอด 10 บริษัท สร้างรายได้มากที่สุดในโลก

อภินิหารแห่งอุตสาหกรรมการผลิตพลังงานและปิโตรเลียม ได้สำแดงแผลงฤทธิ์เดชเขย่ายุทธจักรธุรกิจโลกให้เป็นที่ประจักษ์แจ่มชัดอย่างยิ่งในรอบปีที่แล้ว และส่งผลสะเทือนข้ามมาถึงรอบปีนี้  รายงานการจัดอันดับ 500 กิจการที่สร้างรายได้สูงลิบลิ่วเป็นที่สุดในโลกประจำปีนี้ ซึ่งจัดทำขึ้นโดยนิตยสารฟอร์จูน ระบุชัดเจนว่า 8 กิจการ ใน 10 กิจการที่ทำรายได้สูงที่สุด จากจำนวน 500 กิจการ  ล้วนเป็นกิจการที่ดำเนินธุรกิจด้านปิโตรเลียมและพลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น ขณะที่มีกิจการค้าปลีก และกิจการอุตสาหกรรมรถยนต์แทรกเป็นยาดำอยู่เพียง 2 กิจการเท่านั้น

Untitled-13
อันดับ 1 ได้แก่ บริษัท โรยัลดัชท์เชลล์ แห่งเนเธอร์แลนด์
ซึ่งมีพนักงานรวมกันทั่วโลกจำนวน 90,000 คน สามารถทำรายได้สูงถึง 484,489 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28 และทำกำไรได้ถึง 30,918 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.6 ส่งผลให้อันดับได้รับการขยับดีขึ้นจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว
อันดับ 2 ได้แก่ บริษัทแอ็กซอนโมบิล หรืออีกนัยหนึ่ง “เอสโซ่” แห่งสหรัฐอเมริกา
ซึ่งมีพนักงานรวมกันทั่วโลกจำนวน 99,100 คน สามารถทำรายได้สูงถึง 452,926 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.7 และทำกำไรได้ถึง 41,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.8 ส่งผลให้อันดับถูกขยับดีขึ้นจากอันดับ 3 เมื่อปีที่แล้ว
อันดับ 3 ได้แก่ “วอลมาร์ท” ราชาธุรกิจค้าปลีกอันดับ 1 ของโลก สัญชาติอเมริกัน
ซึ่งมีพนักงานรวมกันทั่วโลกจำนวน 2,200,000 คน สามารถทำรายได้สูงถึง 446,950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 แต่มีผลกำไรลดลงร้อยละ 4.2 เหลือ 15,699 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้อันดับร่วงหล่นลงจากอันดับ 1 เมื่อปีที่แล้ว
อันดับ 4 ได้แก่ บริษัท บริติชปิโตรเลียม แห่งอังกฤษ
ซึ่งมีพนักงานรวมกันทั่วโลก จำนวน 83,400 คน สามารถทำรายได้สูงถึง 386,483 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.1 และมีผลกำไรที่งอกงามขึ้นแบบก้าวกระโดดจากที่เคยขาดทุน 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่แล้ว เป็นกำไร 25,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อันดับคงที่เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
อันดับ 5 ได้แก่ บริษัท ซิโนเปค แห่งประเทศจีน
ซึ่งมีพนักงานรวมกันจำนวน 1,021,979 คน สามารถทำรายได้สูงถึง 375,214 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.2 และมีผลกำไร 9,453 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 โดยอันดับยังทรงตัวที่เดิมเหมือนปีที่แล้ว
อันดับ 6 ได้แก่บริษัท ไชน่าเนชั่นแนลปิโตรเลียม แห่งประเทศจีน
ซึ่งมีพนักงานรวมกันจำนวน 1,668,072 คน สามารถทำรายได้สูงถึง 352,338 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 และทำกำไรได้ถึง 16,317 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ขณะที่อันดับยังทรงตัวที่เดิม
อันดับ 7 ได้แก่ บริษัท สเตทกริด แห่งประเทศจีน
ซึ่งมีพนักงานรวมกันจำนวน 1,583,000 คน สามารถทำรายได้จากการผลิตจำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้ถึง 259,142 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.5 และทำกำไรได้ 5,678 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.6 โดยที่ยังรักษาอันดับเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
อันดับ 8 ได้แก่ บริษัท เชฟรอน แห่งสหรัฐอเมริกา
ซึ่งมีพนักงานรวมกันจำนวน 61,189 คน สามารถทำรายได้สูงถึง 245,621 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 และทำกำไรได้ 26,895 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.4 ส่งผลให้อันดับขยับดีขึ้นจากอันดับที่ 10 เมื่อปีที่แล้ว
อันดับ 9 ได้แก่ บริษัทโคโนโคฟิลลิป แห่งสหรัฐอเมริกา
ซึ่งมีพนักงานรวมกันจำนวน 29,800 คน สามารถทำรายได้สูงถึง 237,272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.3 และทำกำไรได้ 12,436 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 ส่งผลให้อันดับขยับขึ้นจาก 12 เมื่อปีที่แล้ว
อันดับ 10 ได้แก่ บริษัทโตโยต้ามอเตอร์คอร์ปอเรชั่น แห่งประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งมีพนักงานรวมกันจำนวน 325,905 คน สามารถทำรายได้สูงถึง 235,364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 แต่การทำกำไรลดลงร้อยละ 24.6 เมื่อเทียบกับปี 2553 เหลือ 3,591 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้อันดับร่วงลงจาก 8 เมื่อปีที่แล้ว
สำหรับ บริษัท ปตท. จำกัด แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งเดียวของบริษัทสัญชาติไทย ที่ได้รับเกียรติขึ้นทำเนียบ 500 สุดยอดกิจการที่รวยที่สุดในโลก
มีขีดความสามารถในการทำรายได้ถึง 79,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 และขีดความสามารถทำกำไรสูงถึง 3,456 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 32
ผลลัพธ์จากผลประกอบการที่ดี และฐานะทางการเงินที่ดี ทำให้อันดับของ “ปตท.” ขยับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดยขยับจากอันดับ 128 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 95 ในปีนี้….

ขอขอบคุณเครดิตข้อมูลและภาพจาก : sanook