ThaiArcheep.com

ข้าวฟ่าง ธัญพืชที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 5 ของโลก

วันนี้พืชที่เรานำมาให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับมันให้มากขึ้น นั่นก็คือ ข้าวฟ่าง ธัญพืชซึ่งมีความสำคัญเป็นอันดับ 5 ของโลก รองจาก ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด และข้าวบาร์เลย์ โดยประเทศที่ปลูกข้าวฟ่างมากที่สุดในโลกก็คือประเทศสหรัฐอเมริกา รองลงมาก็คือ อินเดีย และจีน ส่วนในประเทศไทยก็มีการปลูกข้าวฟ่างด้วยเช่นกัน แต่ด้วยความที่ข้าวฟ่างมีความต้องการของตลาดมาก เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งเมล็ดและลำต้น จึงทำให้มันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยังคงน่าลงทุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง 

ข้าวฟ่างมีอยู่หลายชนิด

ข้าวฟ่างมีอยู่หลายชนิดและแต่ละชนิดก็มีประโยชน์อันหลากหลาย ไม่ว่าจะใช้เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ หรือนำมาทำไม้กวาด ทำน้ำตาล น้ำเชื่อม แอลกอฮอล์ ฯลฯ

                ลักษณะพิเศษของ ข้าวฟ่าง นั้นมีอยู่หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่มันสามารถทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีกว่าข้าวโพด นอกจากนี้ข้าวฟ่างบางพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศและพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆ มักจะมีลำต้นเตี้ย ทำให้คาร์โบไฮเดรต ที่สังเคราะห์ได้ไม่สูญเสียไปในการสร้างส่วนของลำต้น ราก ใบ มากเกินไป อีกทั้งมันยังมีอายุสั้นทำให้ปลูกได้หลายครั้งต่อปี แต่ข้าวฟ่างจะทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นหากปลูกพืชชนิดอื่นตามหลังข้าวฟ่างจะทำให้ผลผลิตลดลง แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการเติมปุ๋ยลงไปในขณะที่มีการปลูกพืชใหม่ต่อจากการปลูกข้าวฟ่างนั่นเอง ในประเทศไทยแทบ

ในประเทศไทยแทบทุกภาคจะเรียกมันว่าข้าวฟ่าง มีแต่ที่ภาคใต้เท่านั้นที่เรียกมันว่า คอรวง

วิธีการปลูกข้าวฟ่าง

การปลูก ข้าวฟ่าง สามารถทำได้หลายวิธีโดยวิธีปลูกโดยการหว่านเมล็ดจะเป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะใช้แรงงานน้อยภายในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ผู้หว่านจะต้องมีความชำนาญพอสมควร จึงจะสามารถหว่านให้เมล็ดข้าวฟ่างกระจายลงพื้นได้อย่างสม่ำเสมอ และใช้เมล็ดพันธุ์ไปในจำนวนที่พอเหมาะ คือ 1.5-2 กก. ต่อไร่ แต่สำหรับข้าวฟ่างบางสายพันธุ์จำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ในการหว่านสูง เพื่อให้ได้ผลผลิตดี เช่น พันธุ์ สุพรรณฯ 1 จะใช้เมล็ดพันธุ์ 2.5 กก./ไร่ และ พันธุ์ ลูกผสมอย่าง Pacific 801 ที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ในการหว่านสูงถึง 3.5 กก. /ไร่ จึงจะได้ผลผลิตที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการปลูกแบบโรยเป็นแถว ซึ่งสำหรับการปลูกแบบเป็นแถวจะต้องให้มีระยะห่างระหว่างแถว 65 ซม. ถึงจะได้ผลดี วิธีนี้ทำโดยการปลูกโดย หลังจากการเตรียมดิน แล้ว ให้ทำการเปิดร่องปลูกให้ลึก ประมาณ 5 ซม. จากนั้นโรยเมล็ดพันธุ์ลงไปในร่องให้เป็นแถวแล้วกลบหน้าดิน เมื่อข้าวฟ่างอายุได้ 20 วันให้ทำการถอนแยกต้นที่มีลักษณะที่ไม่แข็งแรงออก ให้ได้ระยะระหว่างต้น 10 ซม. ส่วนการปลูกแบบเป็นหลุมนั้นวิธีนี้ทำได้โดยการการขุดหลุมที่ได้จากการเตรียมดินให้มีความลึก ประมาณ 5 ซม. ระยะห่างระหว่างหลุม 30 ซม. และระยะห่างระหว่างแถว 65 ซม. ปลูกหลุมละ 3 ต้นแล้วกลบหน้าดิน อีกทั้งยังมีการปลูกโดยใช้เครื่องจักร โดยจะใช้เครื่องปลูกข้าวฟ่างติดท้ายรถแทรกเตอร์ กำหนดระยะระหว่างแถวและจำนวนเมล็ดที่จะปลูกลงแปลงในแต่ละแถว เมื่อทำการปลูก จะต้องตรวจสอบเสมอว่าเมล็ดพันธุ์ลงในดินสม่ำเสมอหรือไม่ วิธีเหมาะสำหรับการปลูกในแปลงขนาดใหญ่ ข้าวฟ่างสามารถเจริญเติบโต

ข้าวฟ่างสามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนเหนียวที่มีการระบายน้ำดี

              ด้านการดูแลรักษานั้นเมื่อข้าวฟ่างงอกได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าต้นข้าวฟ่างในแปลงจำนวนหนาแน่นเกินไปให้ถอนแยกให้เหลือประชากร 10 ต้นต่อความยาว 1 เมตร ในกรณีที่แปลงปลูกมีน้ำท่วมขัง ให้ทำการระบายน้ำออกจากแปลงปลูกเพราะในสภาพน้ำท่วมขังแปลงจะทำให้ต้นข้าวฟ่างไม่เจริญเติบโต มีผลทำให้ต้นข้าวฟ่างมีขนาดเล็กและช่อข้าวฟ่างมีขนาดเล็กหรือตายได้ในที่สุด ข้าวฟ่างเป็นธัญพืชที่อุดม

ข้าวฟ่างเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์เพราะเต็มไปด้วยเส้นใย และย่อยง่าย

          จากการที่ข้าวฟ่างได้ถูกจัดอันดับให้เป็นธัญพืชที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 5 ของโลก มันคงสามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง เพราะถ้าหากว่ามันไม่เป็นที่ต้องการแล้วหล่ะก็ มันคงไม่ได้รับความสำคัญถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นหากเกษตรกรท่านใดที่สนใจอยากจะปลูกข้าวฟ่างก็คงไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น เพราะอย่างไรมันก็สามารถขายได้อย่างแน่นอนเลยทีเดียว เมล็ดข้าวฟ่างสามารถ

เมล็ดข้าวฟ่างสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดซึ่งล้วนแล้วแต่มีรสชาติที่เอร็ดอร่อยทั้งสิ้น ผลผลิตข้าวฟ่างในประเทศ

ผลผลิตข้าวฟ่างในประเทศไทยถือว่ายังต่ำอยู่มาก เพราะมีผลผลิตเฉลี่ยสองแสนตันต่อปีเท่านั้น