ThaiArcheep.com

ดอกกะหล่ำ ผักที่สามารถปลูกได้ทั้งหนาวและร้อน

                ดอกกะหล่ำ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกรที่กำลังมองหา พืชที่จะปลูกศัพท์ทางวิชาการนั้นจะเรียกว่า กะหล่ำดอกแต่เพื่อนๆไทยอาชีพส่วนมากจะคุ้นเคยกับคำว่า ดอกกะหล่ำ มากกว่าวันนี้ผมจะพูดถึง อาชีพเกษตรกรรม อาชีพนี้เพราะว่า ดอกกะหล่ำเป็นพืชที่ได้รับความนิยมกินอย่างมากที่สำคัญปลูกไม่ยากและสามารถเก็บไว้ได้นานอีกด้วย

ดอกกะหล่ำ ผักที่สามารถปลูกได้ทั้งหนาวและร้อน

ดอกกะหล่ำ ผักที่สามารถปลูกได้ทั้งหนาวและร้อน

ลักษณะต้นดอกกะหล่ำ

ผมต้องขอเกริ่นนำก่อนนะครับเกี่ยวกับรายละเอียดของ ดอกกะหล่ำ ดอกกะหล่ำเป็นพืชผักที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบ เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งแต่ก่อนจะสามารถปลูกได้เฉพาะหน้าหนาวหรือในสถานที่ที่มีอากาศเย็นถึงหนาวเท่านั้นแต่ตอนนี้ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้สามารถที่จะปลูกในฤดูฝน และฤดูแล้งได้แล้วเพียงแต่ว่า ช่วงเวลากลางคืนจะต้องมีอากาศเย็นบ้างเพื่อให้ ดอกกะหล่ำ เติบโตได้ดี

ดอกกะหล่ำ เป็นพืชกินดอกซึ่งลักษณะของดอกจะดูอวบอิ่ม สีขาว เหลืองอ่อน ๆน่ากิน ซึ่งขนาดนอกจะใหญ่หรือเล็กจะขึ้นอยู่กับสภาพดินและสภาพอากาศ ถ้าอยู่ในอากาศเย็นจะมีการเติบโตได้ดีกว่า

พันธุ์ดอกกะหล่ำในบ้านเรามีอยู่ 3 พันธุ์ด้วยกัน

พันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นคือ ประมาณ 60-75 วัน อาทิ พันธุ์เออลี่ สโนว์บอลล์ พันธุ์ Burpeeana มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 58-60 วัน และพันธุ์ Snow drift มีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 63-78 วัน

พันธุ์กลาง เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวปานกลางคือ ประมาณ 80-90 วัน เช่น พันธุ์ Snow fall มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน และพันธุ์ Halland erfurt improve มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน

พันธุ์หนัก เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนานประมาณ 90-150 วัน ได้แก่ พันธุ์ Winter มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน และพันธุ์ Putna มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน

พันธุ์กะหล่ำดอกซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์แต่ที่นิยมในบ้านเราจะเป็นสีเหลืองมากกว่า

พันธุ์กะหล่ำดอกซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์แต่ที่นิยมในบ้านเราจะเป็นสีเหลืองมากกว่า

วิธีการปลูกดอกกะกล่ำ

การปลูก ดอกกะหล่ำ นั้นต้องเลือกดินที่จะปลูกด้วยดินที่เหมาะสมที่สุดในการปลูก ดอกกะหล่ำก็คือดินเหนียว ซึ่งมีความอุ้มน้ำได้ดีกว่าดินโปร่งหรือดินร่วนที่น้ำสามารถผ่านได้ดี โดยการเตรียมดินควรจะมีการไถพรวนก่อนและทำการตากแดดไว้ประมาณ 5-10 วันเพื่อให้เชื้อราและเชื้อโรคในดินนั้นโดนแดดเผา และเพื่อกำจัดวัชพืชต่าง ๆหลังจากนั้นก็ไถพรวนให้ดินละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เป็นอันใช้ได้

ขั้นตอนต่อไปคือการเพาะเมล็ด การเพาะพันธุ์ดอกกะหล่ำนั้นจะใช้เมล็ดในการเพาะพันธุ์ อย่างแรกที่ควรทำก็คือรดน้ำในแปลงเพาะให้ชุ่มหลังจากนั้นก็โปรยเมล็ดดอกกะหล่ำลงไปแต่อย่าให้นานเกินไปเพราะมันจะมีผลในตอนที่ดอกกะหล่ำแตกใบ หลังจากโปรยเมล็ดเรียบร้อยแล้วก็เอาปุ๋ยคอกโปรยปิดหน้าบาง ๆตามด้วยฟางคลุมอีกทีหนึ่ง เป็นอันเสร็จและก็รดน้ำปิดท้าย

หลังจากเพาะกล้าดอกกะหล่ำแล้วจะใช้ระยะเวลาประมาณ 30 -40 วันจึงจะย้ายออกไปสู่แปลงปลูกอีกทีหนึ่ง ซึ่งตอนย้ายต้นกล้าปลูกนั้นควรที่จะย้ายในเวลาเย็นหรือเวลากกลางคืนเพื่อให้ต้นดอกกะหล่ำ ไม่คายน้ำมากหลังจากลงแปลงปลูกเรียบร้อยแล้วก็มั่นรดน้ำ และใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชด้วยในคราวเดียวกัน

วิธีปลูกดอกกะหล่ำซึ่งไม่ยากอย่างที่คิด

วิธีปลูกดอกกะหล่ำซึ่งไม่ยากอย่างที่คิด

เก็บเกี่ยวดอกกะหล่ำ

การเก็บเกี่ยว ดอกกะหล่ำ จะขึ้นอยู่กับแต่ละพันธุ์ว่ามีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวเท่าไร ซึ่งตอนเก็บเกี่ยวควรจะเหลือใบยอดไว้ซัก 2 -3 ใบเพื่อห่อดอกไม่ให้ช้ำด้วยการเอาหนังยางรัดไว้ การห่ออย่างนี้จะช่วยให้ดอกกะหล่ำไม่ช้ำระหว่างเดินทาง

การเก็บเกี่ยวดอกกะหล่ำควรจะเอาใบกะหล่ำห่อไว้ด้วยซัก 2 -3 ใบ

การเก็บเกี่ยวดอกกะหล่ำควรจะเอาใบกะหล่ำห่อไว้ด้วยซัก 2 -3 ใบ

ประโยชน์ของดอกกะหล่ำ

ดอกกะหล่ำ 100 กรัม มีวิตามินซี ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีแคลเซียม 22 มิลลิกรัม และฟอสฟอรัส 23 มิลลิกรัม และให้พลังงานเพียง 13 กิโลแคลอรี ในดอกกะหล่ำยังมีสารกลูโคซิโนเลต ช่วยลดอาการอักเสบและอาจมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งเต้านม สารซัลโฟราเฟน ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และภาวะหลอดเลือดอุดตันอีกด้วย

การเก็บเกี่ยวดอกกะหล่ำควรจะเอาใบกะหล่ำห่อไว้ด้วยซัก 2 -3 ใบ

ประโยชน์ของดอกกะหล่ำมีมากมายหลายอย่าง