ThaiArcheep.com

ทำนา 4 ปี ปลดหนี้เป็นล้านได้จริง

                อีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรหลายคนที่หลงอยู่ในวังวนของการทำการเกษตรกรแบบทุนนิยมที่มุ่งได้ผลลัพธ์แต่ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมภายนอกหรือสุขภาพของคนที่นำผลผลิตไปรับประทาน ซึ่งตอนนี้เราได้มีการทำเกษตรแนวใหม่ซึ่งเป็นแนวทางการเกษตรที่คนสมัยก่อนได้ทำการมาก็คือ การทำเกษตรแบบอินทรีย์ ที่หลายคนหลงลืมหรือดูถูกว่าทำเกษตรแบบนี้แล้วไม่รวยไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ แต่จริง ๆแล้ว การทำเกษตรแบบอินทรีย์ นั้นช่วยในเรื่องของระบบนิเวศของพื้นที่ปลูกได้เป็นอย่างดี

1เกษตรกรท่านนี้สามารถทำนา

ที่มา http://www.tnamcot.com/content/128576

เกษตรกรท่านนี้สามารถทำนาข้าวแบบอินทรย์อย่างเต็มตัว

                สิ่งแวดล้อมจะมีระบบนิเวศที่ครบวงจรอยู่แล้ว ซึ่งมีทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าซึ่งทุกอย่างที่อยู่ในระบบนิเวศจะเกื้อหนุนกันทำให้พืชที่เราปลูกสามารถโตได้อย่างสมบูรณ์โดยมีธรรมชาติเป็นผู้ดูแล การปลูกพืชแบบอินทรีย์นี้เลยเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตลดน้อยลง2เกษตรอินทรีย์เป็นเกษตร

ที่มา http://www.tnamcot.com/content/128576

เกษตรอินทรีย์เป็นเกษตรทางเลือกใหม่ของเกษตรกร

เกษตรกรผู้มีความมุ่งมั่นปลูกนาเพียงคนเดียวปลดหนี้หลักล้าน

เกษตรกรคนนี้เป็นคนจังหวัดนครปฐม ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เป็นพนักงานบริษัทในเมืองเหมือนกัน แต่ด้วยความคิดที่มุ่งหมั่นที่อยากเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวด้วยระบบธรรมชาติหรือระบบอินทรีย์ จึงได้เข้าไปเรียนรู้จากศูนย์การเรียนรู้ทางด้านการเกษตรที่สุพรรณบุรีทำให้มีความรู้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดถ้ามีความรู้แล้วไม่ลงมือทำความรู้นั้นก็จะเปล่าประโยชน์ เกษตรกรท่านนี้ได้นำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาลงมือทำนาเพียงคนเดียวในพื้นที่ 40 ไร่ด้วยระบบการปลูกข้าวแบบอินทรีย์มุ่งมั่นที่จะปลดหนี้สินของพ่อแม่ที่กู้ยืมเงินธนาคารเพื่อการเกษตรมาหลักล้านให้หมด และสิ่งที่เขาทำก็เป็นจริง3การทำเกษตรอินทรีย์ต้องมี

ที่มา http://www.tnamcot.com/content/128576

การทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีความมุ่งมั่นและความแน่วแน่

                เกษตรกรท่านนี้เริ่มจากการงดใช้สารเคมีทั้งหมดในทันทีและปุ๋ยเคมีลงให้น้อยที่สุด และจัดการระบบการดูแลจัดการเสียใหม่เริ่มจากการหาสิ่งต่าง ๆที่เป็นส่วนประกอบในการ ปลูกข้าวอินทรีย์ แบบ 100 % ก่อนเริ่มด้วยการเตรียมดินให้ดีก่อนอย่างแรก ด้วยการหมักปุ๋ยคอกก่อนและเมื่อทำนาเสร็จแล้วเขาจะไม่เผาฝางแต่จะหมักฝางไปพร้อมกับปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินที่จะปลูกเมื่อฟางเน่าจะทำให้ดินร่วนซุย หลังจากนั้นก็หาพันธุ์ข้าวที่ดีโดยเขาเลือกปลูกข้าว 2 พันธุ์ด้วยกันคือ ปทุมานีและไรท์เบอร์รี่ และอย่างสุดท้ายคือน้ำดีน้ำที่ใช้ทำนาต้องอย่าให้ขาดเพื่อให้ต้นข้าวสามารถเติบโตได้อย่างสมบูรณ์4ในช่วงแรกในการทำเกษตร

ที่มา http://www.tnamcot.com/content/128576

ในช่วงแรกในการทำเกษตรอินทรีย์จะลำบากเสียหน่อยแต่ผลลัพธ์ที่ได้มานั้นหอมหวานแน่นอน

                เกษตรกรท่านนี้จำทำการโยนกล้าแทนการหว่านข้าว ระหว่างการปลูกข้าวก็จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีบางส่วนผสมกันเพื่อให้ธาตุอาหารให้กับต้นข้าวเมื่อเก็บผลผลิตได้แล้วจะทำการเก็บบ้าวไว้ในยุ้งข้าวเพื่อทำการจำหน่ายข้าวปลอดสารพิษด้วยตัวเอง วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งในการตัดวงจรพ่อค้าคนกลางและเพื่อเป็นการควบคุมการผลิตจากการปนเปื้อนได้ 100 % ด้วยเมื่อต้องการขายก็จะมีโรงสีของตัวเองเพื่อจำหน่าย5ทำเกษตรอินทรีย์ต้องทำอย่าง

ที่มา http://www.tnamcot.com/content/128576

ทำเกษตรอินทรีย์ต้องทำอย่างเป็นระบบ

                โดยราคาขายข้าวของเกษตรกรคนนี้เป็นคนกำหนดเองขายกิโลกรัมละ 40 บาทเนื่องจากเป็นข้าวที่ปลอดสารพิษอย่างแท้จริง ในอนาคตเขายังเก็บพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเพื่อไปปลูกในที่นาที่เหลืออีกด้วย และยังจะขุดบ่อขนาด 2 ไร่ พร้อมกับทำระบบแนวกั้นชนการปนเปื้อนสารเคมีจากพื้นที่อื่นๆ เข้ามาในแปลงด้วยเพื่อเข้าสู่มาตรฐานข้าวอินทรีย์ในระบบสากลอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าเกษตรกรท่านนี้มีความมุ่งมั่นที่จะทำ เกษตรอินทรีย์ อย่างแท้จริงและคงจะเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังคิดไม่แน่ใจในการทำเกษตรอินทรีย์6ตลาดมีความต้องการผลผลิต

ที่มา http://www.tnamcot.com/content/128576

ตลาดมีความต้องการผลผลิตที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์