ThaiArcheep.com

แก่นตะวันพืชที่น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคต

                พืชที่น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคตที่เราจะกล่าวถึงในวันนี้มีชื่อว่า แก่นตะวัน โดยมันเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบทวีปอเมริกาเหนือที่มีชื่อต่างประเทศว่า Jerusalem Artichoke แต่ต่อมาได้มีการนำมาปลูกในทวีปยุโรปและประเทศอินเดียกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งในไทยแต่เดิมจะเรียกมันว่า แห้วบัวตอง เพราะมันจะมีดอกสีเหลืองคล้ายดอกบัวตอง มีหัวรูปร่างคล้ายขิงอวบที่มีผิวของเปลือกสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในมีสีขาวและกรอบคล้ายแห้วดิบ ต่อมาเมื่อ15 ปีที่แล้วมันถูกนำมาศึกษาวิจัยในประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นโดยได้มีการตั้งชื่อภาษาไทยใหม่อีกครั้งว่า แก่นตะวัน

 

แก่นตะวันพืชสมุนไพร

แก่นตะวันพืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่มาแรงใน พ.ศ.นี้

                การที่มันได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า แก่นตะวัน ก็เพราะมันเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเมืองหนาวแต่ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเมืองร้อน จึงถือว่ามันเป็นพืชที่มีความแข็งแกร่งทนทานทั้งยังสามารถปรับตัวได้ดี มันจึงได้ชื่อนำหน้าว่า แก่น และการที่มันเป็นพืชในตระกูลเดียวกับทานตะวันจึงทำให้มันมีชื่อตามหลังว่า ตะวัน ซึ่งเมื่อนำมารวมกันชื่อของมันจึงกลายเป็น แก่นตะวัน นั่นเอง ส่วนในเรื่องของคุณประโยชน์ของมันก็ถือว่ามาแรงแซงทางโค้งพืชหลายๆ ตัวไปมาก เพราะมันเป็นพืชที่มีคาร์โบไฮเดรตที่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปอินนูลิน มันจึงเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตชั้นเลิศชนิดที่ไม่ย่อยสลายด้วยเอนไซม์ในร่างกายมนุษย์เหมือนกับแป้งและน้ำตาล มันจึงไม่จัดเป็นแหล่งพลังงานหลักและไม่เพิ่มปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด ด้วยเหตุนี้มันจึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้มันยังใช้ในการรักษาโรคอ้วนและช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนัก ทั้งยังมีประโยชน์อื่นๆ ทางด้านสุขภาพอีกมากมาย ซึ่งในการแปรรูปก็สามารถนำไปใช้เป็นสารผสมอาหารในอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารทั่วๆ ไปที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

 หัวของแก่นตะวันมี

หัวของแก่นตะวันมีลักษณะคล้ายขิงอวบ และมีความกรอบคล้ายแห้วดิบ

วิธีการปลูกแก่นตะวัน

แก่นตะวัน ถือว่าเป็นพืชที่ปลูกง่าย โดยมันจะชอบดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี เพราถ้าหากมีน้ำขังจะทำให้โคนและรากเน่า โดยพืชชนิดนี้สามารถปลูกได้ทุกฤดู โดยเฉพาะฤดูฝน ซึ่งในการปลูกจะปลูกจะปลูกในพื้นที่ไร่เช่นเดียวกับพืชไร่ทั่วไป แต่จะต้องมีการเตรียมดินก่อนโดยการไถดะซึ่งครั้งแรกเมื่อไถดะแล้วจะต้องทิ้งไว้ 7-15 วัน เพื่อเป็นการตากดินและฆ่าวัชพืช ต่อมาจะทำการไถดะครั้งที่ 2 เพื่อพรวนดินให้ละเอียด แล้วปรับสภาพดินด้วยปุ๋ยคอก แล้วทำการไถดะครั้งที่ 3 เพื่อชักร่อง

ต่อมาเป็นขั้นตอนการเพาะต้นกล้าซึ่งทำได้โดยนำหัวพันธุ์ที่เตรียมไว้ไปไว้ในอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส 20 วัน เพื่อเป็นการเร่งตาพันธุ์ แล้วนำหัวที่บ่มแล้วไปตัดแบ่งเป็นชิ้น โดยให้ 1 ชิ้นมี 3 ตาขึ้นไป แต่ก่อนเพาะควรแช่ยากันเชื้อราประมาณ 20 นาที แล้วพักให้แห้ง ต่อมาต้องเตรียมแกลบดำผสมดินลงในถุงในอัตรา 5:1 โดยผสมให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำถาดเพาะ 60 หลุมมาแล้วนำแกลบดินที่เตรียมไว้มาเทลงในถาดเพาะให้พอดีหลุม พอเสร็จเรียบร้อยนำหัวพันธุ์ที่เตรียมไว้มาฝังลงในหลุมให้ท่วมหัวพันธุ์ ทำการรดน้ำเช้า-เย็น รอจนกล้าอ่อนโตมีความสูงประมาณ 5-10 ซม. แล้วจึงนำมาปลูกลงแปลง โดยให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50 ซม. ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 70 ซม. แล้วขุดหลุมขนาด 10×15 ซม. นำต้นกล้าที่ได้ขนาดลงปลูก และทำการรดน้ำเช้า-เย็น เพียงเท่านี้ก็รอเก็บผลผลิตของแก่นตะวันกันได้เลยเพราะแก่นตะวันเป็นพืชอายุสั้น ดังนั้นเพียง 120 วันก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว

 แก่นตะวันจะ

แก่นตะวันจะปลูกคล้ายพืชไร่ทั่วไป

                ในเรื่องของการดูแลรักษาแก่นตะวันนั้นก็กระทำได้โดยการรดน้ำเช้า-เย็น และใส่ปุ๋ย โดยเมื่อปลูกลงแปลงได้ประมาณ 15-20 วันให้ทำการใส่ปุ๋ย โดยแนะนำว่าควรเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยคอกเท่านั้น ส่วนปริมาณการใส่ขึ้นอยู่กับประเภทของปุ๋ยที่เลือกใช้ที่บ่งชี้ไว้ตามคำแนะนำของปุ๋ยแต่ละยี่ห้อ

 แก่นตะวันมีราคา

แก่นตะวันมีราคาขายสูงถึงกิโลกรัมละ 150 บาท

                ในบรรดาพืชที่ช่วยลดความอ้วนที่โด่งดังในประเทศไทยอย่าง เม็ดแมงลัก หัวบุก หญ้าหมาน้อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้วของพวกนี้มีคุณสมบัติเทียบกับแก่นตะวันไม่ได้เลย และที่พิเศษสุดๆ นั่นก็คือ แก่นตะวันยังช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถดูดซับแร่ธาตุสำคัญอย่างแคลเซียมและธาตุเหล็กจากกากอาหารได้อีกด้วย ดังนั้นการที่แก่นตะวันจะกลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยในอนาคตก็ไม่น่าจะแปลกอะไรเพราะมันรวบรวมเอาข้อดีอันหลากหลายไว้อย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งยังมีราคาสูงจนน่าจับตามองอีกด้วย

 แก่นตะวัน 1 ต้น มีหัว

แก่นตะวัน 1 ต้น มีหัวมากมายแถมยังขายได้ราคาดี

 แก่นตะวันสามารถ

แก่นตะวันสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารคาวหวานได้