ThaiArcheep.com

4 ข้ออ้าง นำพาไปสู่ ความล้มเหลว ถ้าต้องความสำเร็จไม่ต้องมีข้ออ้าง

4 ข้ออ้าง นำพาไปสู่ ความล้มเหลว

บ่อยครั้งที่มนุษย์เราจะหาข้อแก้ตัวหรือข้ออ้างให้กับตัวเราเองอยู่เป็นประจำเสมอ เพื่อหนีความผิดตัว อาทิเช่น ไปโรงเรียนสาย ครูถามว่าเพราะอะไร แต่นักเรียนบางคนกลับสั่งให้สมองสั่งการหาข้อมูลมาอ้างอิงว่าไม่ใช้ความผิดตัว เช่น รถเสีย น้ำไม่ไหล ติดธุระ 108 ประการที่สามารถยกมาประกอบป็นข้ออ้างได้แม้ว่าข้ออ้างเหล่านั้นฟังดูไม่ขึ้น ตอนผมเป็นเด็กวัยรุ่น ก็เช่นกันครับหาข้ออ้างมาใช้ประจำ นอนตื่นสายขี้เกียจไปเรียนก็โทรไปลาอาจารย์ผู้สอนซะเลย แล้วก็หาข้ออ้างสารพัดมาใช้ แต่สำหรับวันนี้เราจะมาเรียนรู้กับ 4 ข้ออ้าง ที่นำพาไปสู่ความล้มเหลว สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการตกอยู่ในพะวังแห่งความล้มเหลว จงเรียนรู้และปฏิเสธข้ออ้างต่อไปนี้ให้พ้นๆ จากตัวเราเอง ที่ว่ามานี่มีข้ออ้างอะไรบ้าง

4 ข้ออ้างยอดฮิตคนนับล้านใช้กัน

ลองนึกดูสิครับว่าตัวเราเองใช้ข้ออ้างอะไรบ้างมากที่สุดในการทำงาน ถ้านึกไม่ออกเดียวเรามาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่านะครับเพื่อเป็นการไม่เสียเวลายืดยาวไปมากกว่านี้ พบกับ 4 ข้ออ้างยอดนิยม ที่คนนับล้านๆ คนป่วยเป็นโรคชอบแก้ตัว

1.ข้ออ้างเรื่องสุขภาพ

สำหรับข้ออ้างเรื่องสุขภาพไม่สบายป่วยเป็นโนนเป็นนี้ บ้างคนถึงกับอุปทานว่าตัวเป็นโรคร้ายแรงซึ่งหมอก็รักษาไม่ได้ แต่พอไปให้หมอตรวจสุขภาพแล้วกลับไม่พบความผิดปกติอย่างใด คนเหลานี้อาจได้รับความเห็นใจจากเพื่อนร่วมงานอยู่บ้างเล็กน้อย แต่สิ่งที่ได้รับตามมาคือความน่าเชื่อถือความนับถือจะไม่มีให้เห็นอีกต่อไป เพราะใครอยากจะให้งานหรือฝากงานกับคนที่บ่นอยู่ร่ำไปว่าตนเองไม่สบาย ที่เอาเรื่องสุขภาพมาอ้างปฏิเสธงานตลอดเวลา [box color=”white” icon=”user_green”]บางคนหาข้ออ้างตั้งแต่ ‘ผมรู้สึกไม่สบายมากเลยวันนี้’ จนไปถึงเป็นโรคเฉพาะเจราะจง โรคนั้น โรคนี้ ก็ว่ากันไป ยิ่งวิตกกังวลมาก อาการต่างๆ เหลานี้ก็อาจจะเกินขึ้นจริงกับคุณได้[/box] หมอชินเดอร์(John A. Schindler)ได้เขียนในหนังสือ how to Live 365 Days a Year (จะอยู่เป็นสุขตลอด 365 วันใน 1 ปีได้อย่างไร) มีใจความแสดงให้เห็นความสำคัญอยู่ว่า สามในสี่ของคนป่วยที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลนั้นเป็นโรคที่เกิดจากอารมณ์หรือจิตใจเป็นตัวนำ ดั่งคำที่ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ในทางพุทธศาสนาจึงมีหลักคำสอนอยู่ว่า “จิตนี้เป็นใหญ่ เป็นประธาน คนเราจะเป็นไปอย่างไรก็เกิดจากจิตนี้เอง” ถ้าต้องการให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ต้องคิดถึงแต่สิ่งดีๆ ลบคำว่าสุขภาพไม่ดี ฉันไม่สบายออกจากความคิด แล้วทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอ จงรู้สึกยินดีเสมอว่าร่างกายสุขภาพเราดีเหนือนกับคนอื่นๆ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่ามีร่างกายครบ 32 ประการ ปฏิเสธความช่างวิตกออกไป ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องสุขของคุณ เตือนตัวเองอยู่เสมอชีวิตมีค่ามากกว่านอนนิ่งไม่ทำอะไร แล้วปล่อยให้ความล้มเหลว คืบคลานเข้ามาแทนความสำเร็จของคุณเอง

2.ข้ออ้างเรื่องความฉลาด

มันน่าเสียดายยิ่งนักที่คนส่วนใหญ่มักใช้ข้ออ้างเรื่องความไม่ฉลาดของตน ในการปฏิเสธงานระดับผู้บริหาร เงินเดือนสูงๆ หรืองานที่ใช้ความความสมารถสูง โดยใช้ข้ออ้างความไม่ฉลาดเลือกที่จะไม่ทำมากกว่า แต่คุณรู้หรือไม่ว่าคนที่มีไอคิว 100 ประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่มีไอคิว 120 เป็นเพราะอะไร คนที่มีความฉลาด จดจำตัวเลขได้ดีมาก แต่ทำงานที่รับผิดชอบไม่ได้ กับคนที่ฉลาดน้อยจำอะไรก็ไม่ค่อยได้เลย แต่เขาสามารถจัดการงานต่างๆ ที่รับผิดชอบได้ คุณจะเลือกใครมาทำงานให้คุณลองคิดดู ระหว่างคนฉลาดแต่ทำงานไม่ได้กับคนฉลาดน้อยแต่ทำงานให้คุณได้ ไม่ต้องตอบทุกท่านรู้ดีอยู่แล้วว่าจะเลือกใครมา ทัศนคติเป็นบวกต่างหากที่มีความสำคัญมากว่าความฉลาด ความคิดผิดๆ ของคนส่วนใหญ่ที่มองตัวเองว่าไม่ฉลาด แล้วเอาไปเปลียบเที่ยบกับคนอื่นต่างๆ นาๆ ผมว่าข้อนี้มีคนจำนวนมากใช้เป็นข้ออ้างกันเยอะมาก เพราะคนที่ผมรู้จักหลายต่อหลายท่าน ต่างพากันว่าไปตามๆ กันว่าเขาคนนั้นฉลาดกว่าอย่างโน้นอย่างนี้จะให้สู่เขาได้อย่างไรกันเหล่า เคยได้ยินเสียงบ่นแบบนี้บ้างป่าวครับ ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ David J. Schwartz หนังสือมีชื่อว่า The Magic Of Thinking Big (คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก) กล่าวเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องของความฉลาดว่า คนเราส่วนใหญ่เข้าใจผิดใน 2 ประการหลักๆ เกี่ยวกับเรื่องของความฉลาดคือ  [box color=”white” icon=”user_green”]

  1. ประเมินหัวสมองของตัวเองต่ำเกินไป
  2. ประเมินหัวสมองของคนอื่นสูงเกินไป

[/box] เราจะเห็นได้ว่าการประเมินหัวสมองของตัวเราเองต่ำเกินไปเป็นข้อผิดพลาดร้ายแรงที่สุด มิหนำซ้ำเรายังประเมินหัวสมองของคนอื่นสุงกว่าเราอีกซึ่งเป็นการประเมินราคาตัวเองถูกเกินไป  ดังนั้นจึงไม่กล้าทำงานที่มีความท้าท้ายกลัวว่างานเหล่านั้นต้องใช้มันสมองชั้นยอดเท่านั้น David J. Schwartz ได้เขียนไว้ในหนังสืออีกด้วยว่า จริงๆ แล้วความคิดที่ชี้นำความฉลาดของคุณนั้นสำคัญมากกว่าปริมาณความฉลาดที่คุณมี จงเป็นคนที่มีทัศนคติเป็นบวกอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะคิดเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องที่อยู่รอบๆ ตัว และอย่าประเมินมันสมองของตัวเองต่ำเกินไป ไม่ควรอย่างยิ่งหากต้องการเป็นคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต จงใช้ความคิดชี้นำความฉลาด ใช้ความคิดที่เป็นบวกเสมอว่าเราจะต้องทำได้ เราจะทำได้ แล้วสั่งการให้ใช้สมองค้นหาวิธีการทำในสิ่งที่เราต้องการทำให้ประสบผลสำเร็จ ฝากเอาไว้ด้วยนะครับข้ออ้างเรื่องความฉลาดเลิกใช้กันได้แล้วครับ คนเราไม่จำเป็นที่จะมีสมองที่มีความจำดีเยื่ยมในการจดจำสิ่งต่างๆ ได้แล้วประความสำเร็จ

3. ข้ออ้างเรื่องอายุ

ได้ยินใครหลายคนบ่นมากมาย อายุมากแล้วทำอะไรไม่ไหวหรอก “ผมอายุมากแล้ว ถ้าจะให้ผมต้องทำอะไรที่มันยุ่งยากอีก ขอใช้ชีวิตแบบเดิมดีกว่า” หรือ ” หนูอายุเพิ่งจะ 12 ปีเองค่ะ คงจะไม่สามารถทำงานหาเงินแล้วเป็นเศรษฐีอายุน้อยร้อยล้านได้หรอก”

ถ้าในชีวิตของเราสนใจแต่ว่าอายุน้อย ความสามารถไม่ถึง ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ และอายุมากก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำสิ่งใดได้แล้ว ขอบอกอนาคตคุณได้ทันทีเลยว่า ในชีวิตนี้คุณไม่มีทางทำอะไรได้สำเร็จ เพราะคุณมัวแต่นึกถึงว่าอายุเท่านั้นเท่านี้ถึงควรจะเริ่มลงมือทำบางอย่างแล้วสำเร็จ แต่หารู้ไม่ว่าทุกช่วงอายุที่ผ่านมาและกำลังจะผ่านไปนั้นล้วนแล้วแต่สะสมประสบการณ์ต่างๆไว้มากมาย

ในช่วงอายุน้อยๆอาจล้มเหลวมาเป็นพันๆครั้ง จนมาถึงอายุมากขึ้นแล้วคุณสามารถประสบความสำเร็จได้แค่ครั้งเดียว ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปในทันที ดูได้จากตัวอย่างของ คุณลุงผู้พันแซนเดอร์ส ผู้ครอบครองอาณาจักร KFC ประสบความล้มเหลวมาทั้งชีวิต แต่มาประสบความสำเร็จกับการทำสูตรขายไก่ทอด ตอนอายุ 65 ปี ที่คุณลุงเขาเพิ่งนึกได้ว่าตลอดอายุที่ผ่านมายังไม่ได้ทำอะไรจริงจังกับชีวิตเลย คะถ้าในวันนั้นคุณลุงผู้พันแซนเดอร์สเอาแต่คิดว่าอายุตั้ง 65 แล้วจะสามารถทำอะไรได้อีก ในวันนี้ทุกคนคงไม่รู้จัก KFC เลยก็ได้ ความสำเร็จมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของเราหรอกค่ะ แต่มันขึ้นอยู่กับวิธีคิดของเราต่างหาก

4.ข้ออ้างเรื่องโชคลาภ วาสนา

“แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้หรอก” คุณคิดว่าคำบอกเล่านี้เป็นจริงหรือไม่ค่ะ ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นความจริงแล้วคุณจะทำอย่างไรกับชีวิตของตนเองต่อ ถ้าตัวคุณไม่มีบุญวาสนา หรือโชคลาภอะไร เหมือนกับคนอื่นเขาเลย คุณคิดว่าคุณจะยอมแพ้หรือไม่ กับคนที่เขามีโชคดีอยู่เสมอ มีวาสนาดี ร่ำรวย ได้รับมรดกพันล้านจากเจ้าคุณปู่ อยู่อย่างสุขสบาย ส่วนเรามันคนไม่มีวาสนา โชคลาภใดๆก็ไม่เคยมีมา ก็สมควรแล้วที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้แหล่ะ จะสามารถไปแข่งอะไรกับเขาได้

คุณเอาคำที่เขาบอกเล่านี้มาเป็นอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จของคุณอยู่หรือเปล่า โชคลาภ วาสนา กับความสำเร็จ บางทีมันก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จหรอกว่าจะต้องมาคู่กัน ลองคิดดูว่าระหว่างคนมีบุญวาสนาได้มรดกร่ำรวย แต่ไม่ทำมาหากินวันๆเอาแต่เที่ยวเตร่ ไม่นานบุญวาสนาที่เคยมีก็ต้องหมด แต่กับคนที่ไม่ได้ร่ำรวย โชคลาภก็ไม่มี วาสนาก็ไม่ดี แต่เขาขยัน อดทน มานะบากบั่น ทำมาหากินและคิดถึงแต่ความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา

ไม่ต้องมีวาสนาแต่ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ค่ะ เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่วิธีการคิดและการลงมือทำของเรา ถ้าคิดบวกแล้วลงมือทำความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกล ทีนี้ก็อยู่ที่เราแล้วค่ะว่าจะเลือกคิดเลือกทำอย่างไรถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ เชื่อเถอะคะว่า นอกจากแข่งเรือแข่งพายแข่งได้แล้ว แข่งบุญแข่งวาสนาก็เป็นเรื่องที่แข่งได้เช่นกัน